วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2556





‘...เพียงแค่ได้พบเธอก็หวั่นไหว

นี่ใช่มั้ยที่เค้าเรียกกันว่ารักแรกพบน่ะ

มันน่าตื่นเต้นดีนะ ถ้าฉันกับเค้าเป็นเนื้อคู่กัน

อยากจะจับมือเธอแล้วก้าวเดินไปด้วยกัน

เป็นห่วงเวลาที่ไกลกัน

อยากอยู่ด้วยกันจนวินาทีสุดท้าย

แม้ว่าฉันจะไม่รู้จักเธอ ว่าเธอเป็นอย่างไรก็ตาม...
#เนม สุนิสา Fin

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556

ท่านผู้อ่านคงจินตนาการถึงเรื่องราวเหตุก่ารณ์ต่างๆในนิยายของดิฉันในรูปแบบที่แตกต่างกัน
เรามาชมภาพด้านในโรงพยาบาลตรงทางเดินไปห้องฉุกเฉิน ในตอนที่เนมหรือฟินถูกยิง ในบทที่ 1
กันเถอะว่า เหมือนกับที่ท่านคิดไว้หรือป่าว :)

 

บทที่ 3

...!!!
นี่มันอะไรกันเนี่ย  ทำไมฉันต้องมาทำอะไรยังงี้ด้วย แค่ใส่รองเท้าเสาเข็มเท่าตึกสิบชั้นก็ลำบากจะแย่อยู่แล้ว นี่ต้องมาใส่ชุดบ้าบอยังกับไปแสดงหนังยี่สิบแปดล้านงั้นแหล่ะ แถมเอาเศษเหล็กข้างถนนมาเสียบบนผมฉันอีกต่างหาก นี่ถ้าฉันปวดฉี่ก็คงจะไม่มีใครรู้สินะ กระโปรงหนาห้าสิบเก้า ชั้นจะพอรึป่าวนะ
พรึ่บ โอ๊ย ชุดนี่ก็ยาวเกินไปนะ
“ว้ายตาย เธอนี่ไม่ระวังเลย” ใบหน้าเรียวสวย ขาวน่ามองแต่เสียดายที่แต่งหน้าเข้มไปหน่อย ไม่หน่อยแล้วมั้ง ขนตายาวเกือบจะครึ่งเมตรแล้ว ปากนี่ก็จะทาให้เรืองแสงได้เลยรึไงส่วน แก้มจากสีชมพูก็จะกลายเป็นสีแดงอยู่แล้ว แล้วแป้งรองพื้นนี่หมดตลับรึยังยะ หน้าตาดีแต่นิสัยเสียจริง ผิดที่ใครล่ะ ก็เพราะเธอไม่ใช่หรือไงที่เอาชุดบ้าๆมาให้ฉันใส่เนี่ย
“ดูสิ กระโปรงเปื้อนหมดแล้ว เธอรู้มั้ยกว่าจะเย็บเสร็จมันนานแค่ไหน แล้วผ้าที่เย็บมันแพงแค่ไหน แล้วการแสดงกำลังจะเริ่มอยู่แล้ว”อ้าว ผ้านี่ซื้อมาหรอกเหรอ ฉันก็คิดว่าเอาเศษผ้าที่ใช้แล้วมาเย็บๆๆๆ ซะอีก
“มันจะไม่เลอะมากหรอกค่ะ ถ้าคุณจะกรุณาช่วยพยุงฉันยืนน่ะ”
“ก็ได้ๆชิ”บ่นอยู่ได้ ถ้าช่วยตั้งแต่แรกก็ไม่เลอะเยอะอย่างนี้หรอก

ในที่สุดก็เสร็จสิ้นงานบ้าๆสักที นี่ถ้าฉันไม่เห็นแก่คุณป้าที่เป็นเจ้าของงานนะฉันไม่มาลงทุนมารักเด็กกำพร้าไม่มีพ่อแม่หรอกย่ะ  กลับบ้านไปต้องล้างตัวอย่างหนัก เข้าสปาซักห้าชั่วโมงต่อวันจะทันมั้ยเนี่ย ดูสิผิวฉันแดงหมดแล้ว ใช้เครื่องสำอางยี่ห้ออะไรเนี่ย เฮอะ
อุ๊บ อยู่ดีไม่ว่าดี ดันอวดดีเดินไปบ้านเพื่อนคนเดียว ก็แหมเราก็ต้องเกรงใจเพื่อนบ้างสิ ว่าแต่เราโดนผ้าขี้ริ้วบ้านไหนมาโปะหน้าล่ะเนี่ย เดี๋ยวก็แดงไปกันใหญ่
“อื้อ อ่อยอะ”เฮ๊ย ปล่อยไม่ใช่อ่อย
“อย่าดิ้น!!” เสียงอันเยือกเย็นมาจากข้างหลัง จะตะโกนก็ตะโกนไม่ได้ แถวนี้ก็ไม่มีบ้านคนซะด้วยสิ อุตส่าห์ไว้ใจเมืองไทย เดินไปหาเพื่อนคนเดียว แง้ ใครก็ได้ช่วยที
“ไป! ขึ้นรถ” โอ๊ย เบาๆหน่อยสิ แล้วจะพาฉันไปไหนเนี่ย
ฉันพยายามขัดขืนสุดชีวิต ก็รู้นะว่าไม่มีทางรอด แต่ผู้ชายมีจุดอ่อนอยู่ที่หนึ่งนี่นา
ตุ๊บ  เป็นไงล่ะ ท่าไม้ตายของผู้หญิงน่ะ
“มีแรงนักนะ สาวน้อย” เฮ๊ย มาได้ไงอีกสองคนเนี่ย
“พวกแกต้องการอะไร” ใจดีสู้เสือซักหน่อย บางทีมันอาจต้องการเงินก็ได้นะ แบบร้อนเงินแล้วไม่มีที่ปล้น มาปล้นสาวน้อยตัวเล็กๆอย่างฉันไง
“งะ เงินใช่มั้ย นะนี่ เอาไปเลย ปล่อยฉันไปเถอะนะนะนะนะ”
“ฉันไม่ต้องการเงิน”เอาแล้วไง มันต้องข่มขืนฉันแน่ๆเลย ถ้ารู้ว่ามีวันนี้ ฉันไม่รักษาพรหมจารีไว้ให้พวกแกหรอก ฮือฮือ
“แล้วพวกแก....ตะ..ต้องการอะ...”
“ตัวเธอไง”ยังพูดไม่ทันจบเลย หนีดีกว่า
ตึก ตึก ตึก ขวับ ทำไมวิ่งเร็วกันจัง
“ปล่อยนะ ปล่อย ช่วยด้วย ช่วยด้วย” ฉันพยายามดิ้น และตะโกนจนเสียงแทบจะหายอยู่แล้ว
ตุ๊บ อ๊ย มันต่อยท้องน้อยฉันอ่ะ ฉี่จะราดมั้ยเนี่ย ไม่ได้ฉี่มาด้วยจะให้ฉี่ลงได้ไงอ่ะ ห้องน้ำโทรมยังกะให้หมาฉี่ TT

ฉันสลบไปนานเท่าไรไม่รู้ ทันทีที่ฉันเปิดเปลือกตาฉันออกมาชมดูโลกภายนอกที่แสนจะโหดร้าย ลุกขึ้นมาได้ก็ต้องล้มลงไปอีกครั้ง
มันมัดแขนไขว้หลังไว้  แค่นั้นยังไม่พอ ยังมัดขาฉันไว้อีก แงแง พ่อจ๋าแม่จ๋า ช่วยหนูด้วย
แอด~ สงสัยจะเป็นพวกเสี่ยแก่ๆที่โรคจิตวิปริต ชอบใช้กำลัง แล้วมันจะต้องจับฉันปล้ำแหงเลย ทำไงดีๆๆ
“หวัดดีจ้ะ สาวน้อย” เสียงนี้มัน.... ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าเค้าเป็นใคร แต่เสียงที่ออกมาจากทางมุมห้องอีกฝั่งหนึ่ง บ่งบอกได้เลยว่าเค้าไม่แก่ และเสียงเด็กมาก อร๊าย ใกล้แล้วสินะ ทำไงดี TT
ตึก ตึก มะ ไม่จริงใช่มั้ย นี่มัน.....
“อ้าว เธอเองเหรอ” ไม่เองแล้วย่ะ ที่มันยิ่งกว่าโดนตาแก่ลามกสกปรก ข้างถนนจับปล้ำอีกนะนี่
“นะ นายเองเหรอ นายจับฉันมาทำไม หรือว่าโกรธฉันที่ฉันพูดไม่ดีกับนาย หรือกวนประสาทนาย ฉันขอโทษล่ะกันนะ ปล่อยฉันไปเถอะ ฉันสัญญาว่าฉันจะพูดดีๆกับนาย แล้วก็....”
“หยุด!” อะไรอีกง่ะ ยังพูดไม่ทันจบเลย
“เอ่อ...”
“ถ้าเธออยากรอด เธอหนีไปซะ อย่าให้พวกนั้นมันจับได้ ไม่งั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” ว่าไงนะ ผีเข้าหรือไง อยู่ๆก็มาบอกให้ดี เป็นอะไรมากมั้ยย่ะ
“ฮึ คิดว่าฉันจะเชื่อนายเหรอ นายน่ะ จะหลอกฉันให้ไปหาพวกของนาย แล้วนายก็วางยาฉัน เสร็จแล้วนายก็เนียนว่าฉันสมยอมนายงั้นสิ”
“คิดได้เนอะ” นั่นสิเนอะ คิดมาได้ไงอ่ะ
“แล้วนายจะให้ฉันหนีเพื่อ?”
“ทีแรกฉันก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าเป็นเธอฉันเลยปล่อยให้เป็นแบบนี้”
“อ้อ เหรอ คิดว่าฉันจะเชื่อ” น่าจะจริงแฮะ ดูหน้าเค้าตอนนี้สิ หมาหงอยมากเลยอ่ะ น่าสงสารจัง
“ถ้าเธอไม่ไปภายในหนึ่งวิหลังจากนี้ ฉันจะไม่ปล่อยเธอไปอีกนะ” เรื่องไรง่ะ
ตึก ตึก เรื่องอะไร ฉันจะปล่อยพรหมจันทร์อันเป็นที่รักของฉันหาบยไปเพราะฉันไม่เต็มใจล่ะ
หมับ ไม่ทันอ่ะตัว มาจากไหนกันเนี่ย

ตุ้บ สุดท้ายฉันก็ต้องกลับมาที่เก่า แถมตอนนี้มีคนเฝ้าหน้าห้องอีกต่างหาก ฉันก็สงสัยนะว่าทำไมเค้าต้องทำแบบนี้ด้วย
“ฉันบอกเธอแล้ว ว่าให้รีบไป เธอก็ไม่ฟัง เป็นไงล่ะ ^^
“ฉันว่าแล้วเชียว ว่ามันต้องเป็นแผนการของนาย”
“อะไรของเธออีกหยุดบ่นงี่เง่าได้แล้ว มาขึ้นสวรรค์กันดีกว่านะ” เฮ้ย ขึ้นสวรรค์เหรอ
“ว้ายยยย” เค้าพยายามกดฉันให้ลงไปนอนที่เตียงอย่างถนุถนอมมากอ่ะ อบอุ่นดีจัง !!!นี่มันไม่ใช่เวลานะ
“ปล่อยนะ” เค้าไม่ฟังอะไรฉันต่อไปแล้ว เค้าพยายามชุกไซร้ตามซอกคอเล็กๆของฉัน ลมหายใจของเขาร้อนผ่าวราวกับไฟ แต่ทำไมฉันรู้สึกว่ามันอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกเลย ฉันเองก็พยายามดิ้นให้หลุดจากอ้อมกอดเขาสุดแรง แต่แรงผู้หญิงตัวเล็กๆหรือจะสู้แรงผู้ชายตัวเท่ายักษ์ได้ล่ะ
“ปล่อย นะ อุ๊บ” หลังจากที่เขาซุกไซร้ตามซอกคอแล้ว เขาเลื่อนริมฝีปากอันนุ่มและอบอุ่นของเขามาเรื่อยๆ จนปะทะกับริมฝีปากของฉัน เขาลิ้มลองรสชาติของลิปสติกแท่งโปรดยี่ห้อลิปเลิฟ ที่คุณยัยพรีมอุตส่าห์ลงทุนเทกระเป๋า ซื้อมาให้จากประเทศเกาหลี อย่างนุ่มนวล ลมหายใจของเราทั้งคู่ปะทะกัน เสียงเขาครางเป็นระยะ “อืม อืม”มือนุ่มๆของเขาลูบไล้แขนฉัน ทำให้ฉันขนลุกไปทั้งตัวแล้ว
สักพักหนึ่ง เขาก็ผละจากรสจูบอันหอมหวานออก “ขอโทษนะ ฉัน....” แววตาที่เขามองหน้าฉัน อบอวลไปด้วยความเศร้า และสำนึกต่อความผิดมาก ไม่ให้อภัย ฉันคงตายแล้วไม่ได้เกิดแหงๆ อันที่จริง ตลอดเวลาที่ฉันอยู่ในอ้อมกอดเขา ฉันก็ไม่ได้ขัดขืนอะไรเขาเลยนี่นา เค้าไม่ผิดหรอก ฉันเองที่ผิด ที่ปล่อยตัวให้เรื่องมันมาถึงขนาดนี้ นี่ฉันเสียจูบแรกให้เค้าไปแล้วนะ

“เธอกลับไปเถอะ” จะให้ฉันกลังยังไงล่ะ เงินก็ไม่มีสักบาท โทรศัพท์ก็อยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้ เรียกว่าทั้งกระเป๋าเลยก็ว่าได้ และที่น่าเป็นห่วงคือ.... ตอนนี้ฉันอยู่ที่หนาย
“ฉัน...”
“ลืมไปเลยสิ เดี๋ยวผมไปส่งดีกว่า เฮ้ย นี่เที่ยงคืนแล้วเหรอ” ไม่จริงใช่มั้ย แล้วฉันจะหาเหตุผลไปบรรยายให้คุณพ่อและคุณแม่ที่แสนประเสริฐของฉัน ไหนจะเรื่องกลับบ้านดึก โทรศัพท์หาย เงินไม่มี แล้วก็เรื่องนายพีคไปส่งอีกล่ะ
“หรืเธอจะนอนที่นี่ก่อน พรุ่งนี้เดี๋ยวฉันไปส่ง” จริงด้วย ฉันไม่เคยโกหกเลยนี่นา ครั้งเดียวคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง
“ยืมโทรศัพท์นายหน่อยสิ” “เอาไปทำไมเหรอ” “อยากรอดมั้ยล่ะ” “อ้ะ เอาไป”
ตื้ด ตื้ด รับสิ รับ
(ฮัลโหล)
“แม่คะ นี่เนมเองนะค่ะ”
(เนม นี่ลูกอยู่ไหน)
“เอ่อ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ พอดีว่าโทรศัพท์เนมแบตหมดน่ะค่ะ เลยติดต่อแม่ไม่ได้”
(แล้วนี่ลูกอยู่ที่ไหน)
“บ้านเพื่อนน่ะค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าเนมให้เพื่อนไปส่งล่ะกันนะคะ บายค่ะ”
ฮู่ววว โล่งไปที แล้วคืนนี้ฉันจะไปนอนที่ไหนล่ะ แงแง
“นี่เธอ เสร็จธุระรึยัง” แหมะ พูดเหมือนฉันเป็นภรรยาของนายงั้นแหละ ชิ
“อ้ะ เสร็จล่ะ” ทำเป็นหวง ถ้าไม่ใช่เพราะนายโทรศัพท์ฉันก็ไม่หายหรอก หรือว่าไม่จริง
“เออนี่ ดึกแล้วรีบนอนเถอะ”
“ห้ะ ให้ฉันนอนห้องเดียวกับนายเนี่ยนะ” บางทีนี่ก็คือแผนสามก็ได้นะ “ฉันไว้ใจนาย”
“แล้วใครบอกล่ะ ว่าผมน่าไว้ใจ” อึ๋ย นั่นไงๆว่าแล้ว คืนนี้ฉันจะรอดมั้ยล่ะเนี่ย
“งั้นเดี๋ยวฉันไปนอนหน้าห้องนายดีกว่า ปลอดภัยกว่าเยอะ” นี่ฉันพูดอะไรออกไป ถ้าเขาให้ไปนอนหน้าห้องจริงๆ จะทำยังไง พูดไม่คิดเลย เปลี่ยนใจยังทันมั้ย
“แล้วใครบอกล่ะว่าจะให้เธอนอนในห้องฉันล่ะ” “แล้วจะให้ฉันไปนอนที่ไหนล่ะ” ฉันพยายามทำแววตาหวานใส่ วิงวอนขอที่นอนหน่อยนะ “ก็เธอบอกเองนี่ ว่าเธอจะไปนอนหน้าห้องฉัน”
“ถ้านายต้องการอย่างนั้น ฉันก็จะทำตามที่นายขอล่ะกัน” ทำไงได้ล่ะ อยากปากดีผิดที่ ผิดเวลาจริงๆ

แอด~  ฟุ่บ  เหนื่อยจัง ฉันไม่เคยเหนื่อยอะไรยังงี้มาก่อนเลย
ใกล้เข้าฤดูหนาวแล้วสินะ เพิ่งสังเกตแฮะ ว่าข้างนอกฝนตกลมแรงมากตัวฉันจะปลิวอยู่แล้ว หนาวจัง
ดีนะที่โรงแรมนี้มันส่วนตัว เลยไม่มีใครเดินพลุกพล่าน จะให้เดินพลุกพล่านได้ยังไงกันล่ะ นอกจากห้องหนีไฟแล้วก็......
ไม่มีห้องอื่นแล้ว มันวีไอพีมากที่สุดเท่าที่ฉันไปมาเลยนะเนี่ย สงสัยตานี่คงรวยมากแน่ๆไม่งั้นคงไม่พักห้องหนึ่งเต็มชั้นแบบนี้หรอก
แต่ละชั้นก็ไม่ใช่ว่าแคบนะ เดินจากประตูไปถึงลิฟต์นี่ก็เหนื่อยแหล่ะ ระหว่างที่ฉันคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ฉันลืมสนิทไปเลยว่า
ฉันถูกจับตัวมานี่นา แล้วตอนที่ฉันกำลังวิ่งหนีอย่างตาลีตาเหลือกไม่ได้สังเกตบริเวณด้านนอกเลย ฉันก็โดนอีพวกสกปรก มกซกจับ
มาแล้วมันก็เฝ้าอยู่หน้าประตูห้องด้วยนิ แล้วตอนนี้มันไปไหนกันหมดล่ะ นี่กี่โมงไม่สิ กี่ทุ่มแล้ว ท้องฟ้ามืดครึ้ม เสียงฝนตกกระทบ
พื้นแทบจะไม่ได้ยินเลย
ทำไมนะ ทำไม คนอย่างฉันต้องมาลำบากอะไรแบบนี้ด้วย ง่วงตาจะปิดแล้ว แต่ทำไมถึงนอนไม่หลับสักดี ก็แหงล่ะ หนาวขนาดนี้
นอนหลับก็ด้านสุดๆแล้ว โอยหนาว หนาว เนื้อตัวของฉันเริ่มสั่น ฟันเริ่มกระทบกัน โดยที่ฉันไม่ต้องออกแรงยกมันให้เมื่อย
กึด กึด หนาว หนาว หนาว ฉันพยายามทำตัวให้อุ่นที่สุด พยายามกอดตัวเองแล้วข่มตาให้หลับ หวังว่าตื่นมาแล้ว เรื่องทั้งหมดที่มัน
เกิดขึ้นวันนี้มันเป็นเพียงความฝันที่โหดร้าย ต่างจากชีวิตจริงที่แสนจะเพอร์เฟกต์ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เป็คุณหนูเหมือน
อย่างที่ฉันเคยเป็น มีพ่อมีแม่มีพี่เลี้ยงที่คอยรับใช้และเป็นเพื่อนเล่นฉันในวัยเด็ก ตื่นมาพบกับความสวยงาม ไม่ต้องมีอุปสรรคมา
ขัดขวาง........



วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556

บทที่ 2


รักแรกพบ
โอ๊ย ปวดหัวจัง นี่เดินมาตั้งไกลแล้วนะ ไม่เห็นเจอเพื่อนเลย จะหลอกเรามาหรือปล่าวเนี่ย ไม่ค่อยไม่ใจสักเท่าไรเลย
โรงเรียนบ้าไรเนี่ย เปิดเทอมไม่ถึงอาทิตย์เลย สั่งงานซะเยอะเชียว  เอ๊ะ นั่นใครอ่ะ ไปถามดูดีกว่า อาจเป็นเพื่อนกลุ่มเราก็ได้
ขอโทษนะค่ะ เท่านั้นแหละ คนอาร๊ายหล่อมัดใจสุดๆเลย รักเลยอ่ะ
“มีอะไรเหรอครับน่ารักอ่ะ ไม่เห็นเหมือนอีตาพีคนั่นเลย หน้าตาก็ดีแต่นิสัยแย่ชะมัด
เอ่อ ขอโทษครับ”
“อ่อ คือว่า...คุณเห็นกลุ่มนักเรียนประมาณซัก 5-6 คนมั้ยคะ”ฮู่ว ในที่สุดก็พูดจบจนได้ มัวแต่คิดอะไรก็ไม่รู้ ไร้สาระจริงๆ
เห็นครับ เมื่อกี้เพิ่งเดินไปทางข้างหลังเองน่ะครับ” ที่ไหนล่ะเนี่ย กลับมาเมืองไทยปีนี้ อะไรๆก็เปลี่ยนไปหมด
“อ่อ ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ ^^” ว้าว หล่อ ออร่าบังเกิด ยิ้มทีใจละลาย

“ทางนี้จ้า” โธ่ นี่ฉันเดินวนไปวนมาอยู่เหรอเนี่ย แต่ก็ดีอ่ะนะ เมื่องั้นฉันคงไม่ได้เจอสุดหล่อ อ๊ะ ลืมไปเลยมัวแต่เขินลืมถามชื่อ TT
“นี่เธอ ได้เอาปากกาสีมาป่ะ ฉันลืมอ่ะ” ปากกาสีเหรอ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว คนอย่างฉันพกทุกอย่าง แม้กระทั่งขนมอ่ะ กินมั้ยล่ะ
กุกกัก กุกกัก  อยู่ไหนเนี่ย จำได้ว่าหยิบใส่กระเป๋ามาแล้วนี่นา แล้วมันหายไปไหนอ่ะ สงสัยจะตกกลางทางใส่กระเป๋าข้างมาด้วย
“เดี๋ยวฉันมานะ แปป” วิ่งเลยค่ะ จะไม่ให้วิ่งได้ไงอ่ะ ก็ในกระเป๋าปากกาสีนั่น มันมีของสำคัญของฉันอยู่ด้วย อย่าไปไหนนะ
แฮก แฮก เมืองไทยร้อนชะมัด
“คุณครับ นี่ใช่กระเป่าของคุณหรือป่าว” เสียงนี้มัน
“นาย”
“ก็บอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ได้ชื่อนาย ผม..ชื่อ..พีค พีคน่ะชัดมั้ย”ชัดเลย เป๊ะเลย แล้วนั่น เค้ามากับใครอ่ะ
“เฮ้ย ไปได้ยัง”เสียงนี้ก็คุ้น จริงด้วย หนุ่มหล่อคนนั้นนิ
“นี่เธอ ได้ยินฉันพูดมั้ยเนี่ย”
“ขอบใจ ฉันไปหล่ะ” ฉันกระชากกระเป๋าสุดเลิฟมา
“นี่เดี๋ยวก่อน เธอนี่ใจดำนะ ไม่คิดจะมาขอบคุณเพื่อนฉันหน่อยเหรอ”เพื่อน เพือนเค้าเก็บได้ ก็แสดงว่า..
“หวัดดีคับ เจอกันอีกแล้วนะคับ”บ่องตง รักจุงเบย
“ขอบคุณนะคะ”
“ไม่เป็นไรคับ คุณ.....”อุ๊ย เค้าถามชื่อฉันก่อนด้วยอ่ะ -//- ไม่ค่อยจะหลงตัวเองซักเท่าไหร่หรอก ก็ฉันสวยนิ ใครๆก็อยากรู้จักทั้งนั้นแหละ
“เนมค่ะ แล้วคุณ..”
“เบสครับ^^” ชื่อก็หล่อ พ่อจะรวยหรือป่าวนะ ช่างมันเถอะ  หล่อซะอย่างชนะขาด
“เฮ๊ยๆ พอได้แล้วไปๆ”ชิ ไรกัน แค่นี้หวงเหรอ ไม่นะไม่จริงหวังว่าเค้าจะไม่..จิ้นกันนะ
“เออ ไปก็ไป ไปก่อนนะครับ”
“ค่ะ บายค่ะ”

...เพียงแค่ได้พบเธอก็หวั่นไหว
นี่ใช่มั้ยที่เค้าเรียกกันว่ารักแรกพบน่ะ
มันน่าตื่นเต้นดีนะ ถ้าฉันกับเค้าเป็นเนื้อคู่กัน
อยากจะจับมือเธอแล้วก้าวเดินไปด้วยกัน
เป็นห่วงเวลาที่ไกลกัน
อยากอยู่ด้วยกันจนวินาทีสุดท้าย
แม้ว่าฉันจะไม่รู้จักเธอ ว่าเธอเป็นอย่างไรก็ตาม...
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“เนม นอนยังลูก”อุ๊บ เอาซ่อนไว้ไหนดีเนี่ยยยย
“ยังค่ะแม่ เข้ามาสิคะ”
“เป็นไงบ้างวันนี้ ทำงานเสร็จกันไหมลูก”จะบอกว่า หนูยังไม่ได้ช่วยเค้าเลย เค้าหายไปไหนกันหมดก็ไม่รู้ หลังจากที่ฉันเดินออกมาจากนายพีคและคุณเบสนั่น ยัยพรีมก็โทรมาบอกว่าต้องรีบกลับบ้านด่วน เลยเลื่อนไปทำอาทิตย์หน้า แล้วฉันจะทำยังไงดีล่ะ อาทิตย์ หน้าคุณแม่ก็ดันบอกอีกว่าลูกต้องไปงานเลี้ยงคุณอาที่ฝรั่งเศสกับคุณพ่อให้ได้

“อ่อ ใกล้เสร็จแล้วค่ะ เหลืออีกนิดเดียวเองค่ะ”นิดเดียว นี่ทั้งเล่มจ้า
“งั้นแม่ไปนอนก่อนนะ ฝันดีนะจ้ะ”
“ค่ะ”ตอบสั้นๆแต่ได้ใจความ
ทำไงดี ไม่ไปทำงานเพื่อนๆคงจะไม่ชอบฉันแน่ๆเลย

“ฉันอยากเลวว่ะ”
“ว่าไงนะ แกบ้าไปแล้วเหรอว่ะ อยู่ๆก็มาบอกว่าอยากเลว”
“ดีแล้วมันไม่มีไรดี แล้วจะดีไปทำไมว่ะ”
“แล้วตอนนี้แกดีเหรอไง”
“เออ แต่ฉันอยากเลวกว่านี้ เลวให้มันสุดๆไปเลย”
“ฉันขอแนะนำเลยนะโว๊ย อย่าเลวเลย เลวแล้วน่ะมันเลิกยากนะ”
“แกช่วยฉันหน่อยสิ ช่วยสอนฉันเลวหน่อย”
“ก็ได้ ขั้นแรกนะต้องรังแกผู้หญิง”
“จะบ้าเหรอ”
“อยากเลวต้องทำได้”
“แล้วจะให้ฉันทำไง”
“ได้ข่าวว่า ห้อง 4/1 มีเด็กใหม่ น่ารักซะด้วย”
“เด็กใหม่?”

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

บทที่ 1

คุณเป็นใคร?
อืม.. ที่นี่ที่ไหนเนี่ย ทันทีที่ฉันค่อยๆลืมตา สิ่งแรกที่ดวงตาของฉันมองเห็นคือผู้ชายคนหนึ่งนั่งสบายอยู่ที่โซฟาห่างจากเตียงที่ฉันนอนประมาณ 1 เมตร ฉันไม่รู้ว่าเค้าเป็นใคร แต่ที่ฉันสงสัยคือ พ่อ แม่ เพื่อน ไปไหนกันหมด แล้วฉันมานอนที่นี่ได้ยังไง
"เอ่อ..." ฉันแทบพูดไม่ออกเพราะบริเวณไหล่ด้านหลังของฉัน อยู่ดีดีก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา 
"อ้าว คุณฟื้นแล้วเหรอครับ ^^" งง ฉันงง ถ้าจำไม่ผิด ฉันมานอนที่นี่เพราะโดนยิง แล้วยัยพรีมก็อยู่กับฉันตลอดนี่ แล้วตอนนี้เธอหายไปไหน
"คุณเป็นใคร" บางทีฉันอาจเป็นโรคความจำเสื่อมก็ได้นะ บางทีเค้าอาจจะเป็นแฟนฉันก็ได้นิ อิอิ
"ผมชื่อ พีค" 
"แล้วคุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง" 
"พอดีว่าเพื่อนคุณเค้าไปดูน้องสาวเค้า ส่วนแม่คุณเค้ากลับไปเก็บของน่ะ" อ่อ แล้วไป 
"แล้วที่นี่ไม่มีพยาบาลหรือไงคะ คุณถึงมาเฝ้าฉันอ่า"
"อ้อ คุณไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ผมไม่คิดเงินเพิ่มหรอกน่า ผมน่ะมาเฝ้าของของผมต่างหากล่ะ" อะไรนะ
"ของของคุณ?" 
ก๊อก ก๊อก แอดดดดด คุณแม่! 
"เนม!" 
"แม่ นะนี่เค้าเป็นใครเหรอ" ฉันถามพร้อมชี้หน้าเค้า 
"อ่อ เค้าชื่อพีค เป็นคนบริจาคเลือดให้ลูกน่ะจ้ััะ" วะว่าไงนะ เลือดเหรอ
"ผมขอตัวก่อนนะครับ"
"ขอบคุณคุณมากนะคะ เสียเวลามาเยอะเลย"
"ไม่เป็นไรครับ"
เฮ้อ ไปซักทีหวังว่าเราคงไม่ได้เจอกันอีกนะ บาย

"เอ่อ ฟิน คือฉันมีเรื่องจะบอก" อันอันเริ่มเปิดการสนทนา หลังจากที่ฉันออกจากโรงพยาบาลมา 2-3 วันแล้ว
"มีอะไรหรอ" 
"คะ คือว่าแม่ฉัน เค้าจะให้ฉันมาเรียนต่อที่นี่น่ะ รู้สึกจะเป็นโรงเรียน P-Hi school ที่ยัยพรีมเรียน"
"จริงเหรอ งั้นดีเลยฉันได้มีเพื่อน" ยังจะดีใจอีกเนอะ แล้วฉันล่ะ มันก็จริงอยู่ที่ฉันมีเพื่อนสนิทเยอะ ใครๆก็อยากเป็นเพื่อนฉันทั้งนั้นแหละ (ไม่ค่อยเลยยัยเนม) แต่อันคือเพื่อนที่ฉันรักมากเลยนะ
"แล้วแกว่าไง" 
"ก็ต้องตามนั้น เห็นคุณพ่อบอกว่าจะกลับมาอยู่ที่นี่นานเลยอ่ะ แม่เค้าก็อยากให้ฉันอยู่ที่นี่" 
"เธอก็ลองไปขอแม่เธอดูสิ ^^ " เออ เนอะ ความคิดใช้ได้

"คุณแม่คะ" ฉันตะโกนลั่นบ้าน 
"อ้าว เนม เออนี่แม่มีเรื่องจะคุยด้วย ตามมาสิ" อ้าว หนูหรอกที่มีเรื่องมาคุยกับแม่อ่ะ แย่งซีนกันชัดๆ
ฉันมานั่งอยู่ในห้องโถงหรือที่เค้าเรียกกันว่าห้องนั่งเล่นอ่ะนะ คุณแม่เริ่มพูดขึ้น
"เนม แม่ว่าจะให้ลูกกลับมาเรียนต่อที่นี่" อ่ะ จริงป่ะ ฉันไม่ได้หูฝาดไปใช่ป่ะ
"จริงหรอค่ะ หนูก็กำลังจะมาขอคุณแม่อยู่เนี่ย" 
"อ้าวเหรอ พอดีคุณป้าเกตุเค้าโทรมาขอร้องแม่น่ะ"
"ขอบคุณค่ะแม่ แล้วพ่อ...."
"โอเคจ้ะ" 

กริ๊ง กริ๊ง เสียงอะไรน่ัะ น่ารำคาญชะมัด คนจะหลับจะนอน เห้ยแย่แล้ว วันนี้ต้องไปฝรั่งเศสนี่นา
"มาแล้วค่ะ" 
"ตื่นสายอีกแล้ว เร็วเถอะ เดี่ยวขึ้นเครื่องไม่ทัน"

ณ University of Strasbourg 

"เนม เดี่ยวแม่มานะ ไปเข้าห้องน้ำก่อน"
"ค่ะ" หลังจากที่แม่เข้าห้องน้ำไปแล้ว ผู้หญิงกลุ่มหนี่งรีบเข้ามาทักทายฉันทันที
"นี่เธอ ใช่ฟินาเล่หรือปล่าว"
"อ่อ ใช่ค่ะ อะอ้าวพวกเธอนี่เอง" พวกเธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่นี่น่ะ เป็นอะไรกันไม่รู้ ชอบเข้ามาทำตาหวานใส่อยู่เรื่อยเลย
"อ้าว แล้วทำไมวั้นนี้เธอไม่ใส่ชุดนักเรียนล่ะ" 
"เอ่อ คือว่า วันนี้ฉันมาทำเรื่องย้ายโรงเรียนน่ะ" ทุกคนหน้าซีดเผือด ทำไมกัน ทำไมต้องตกใจกันขนาดนั้นด้วย
"เป็นไรกัน"
"อย่าไปเลยนะ นะนะนะนะ"
"แต่ว่า อันอันก็ย้ายนะ โน้นไงมาโน้นแล้ว" เห้ย ยืนทำไม ทีฉันแหม รีบวิ่งมากันเชียว แล้วนี่แม่หายไปไหนเนี่ย 
"งั้นพวกเราไปขอพ่อแม่ย้ายโรงเรียนดีกว่า ว่าแต่ เธอจะย้ายไปไหนหรอ" ถ้าฉันตอบเธอจะย้ายตามไปม้าย เมืองไทยเลยนะ
"ฉันจะไปเรียนต่อที่....."
"P-Hi school น่ะ" อ้าว มาได้ไงเนี่ย 
"แหม เร็วจริงๆ เมื่อกี้ยังเห็นเธอคุยกับผู้ชายอยู่เลย"
"อย่าพูดแบบนั้นสิ ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดนะ เป็นพี่ชาย"
"อ่อ เออ เนอะ เดี๋ยวฉันมานะ ไปหาแม่ก่อน ไปก่อนนะเพื่อนทุกคน"
"ดะ เดี่ยวก่อน ไว้เจอกันที่ P-Hi school นะ" นี่จะย้ายไปจริงๆเหรอ
ว่าแต่แม่เหอะ นี่สลบคาห้องน้ำไปหรือยังเนี่ย ฉันเดินมาแถวหน้าห้องประชาสัมพันธ์ เจอแล้ว แล้วนี่มายืนคุยกับใครล่ะ
"คุณแม่คะ" สงสัยจะเสียงดังไปหน่อย หันมามองกันทำไมยะ ไม่เคยเห็นคนสวยหรือไง อ้อลืมบอกไป จะบอกให้นะ ฉันเป็นดาวที่นี่เลยหล่ะ
"อ้าว เนมมานี่สิ" ฉันเดินไปหาแม่ แันก็รู้ทันทีเลยว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร..........นายพีค โผล่มาได้ไงเนี่ย
"นาย"
"ผมไม่ได้ชื่อนายซักหน่อย เรียกให้ถูกหน่อยสิ" เอ๊ะเดี๋ยวก่อน เค้าไม่ได้ใส่เสื้อผ้าธรรมดานี่ เค้าใส่เครื่องแบบของมหาลัยนี่ 
"แล้วเธอมาทำไรที่นี่ มาสมัครเข้าเรียนหรอ"
"มาย้ายออกน่ะ"
"เหมือนกันเลย แต่น่าเสียดายจริงๆ เหลือแค่ปีเดียวเอง"

"เฮ้อ เสร็จซักที เพลียชะมัด แม่อ่ะบอกให้ค้างที่บ้านโน้นสักคืนพรุ่งนี้ค่อยกลับก็ได้นี่" 
"ขี้บ่นจริงๆ เลยนะลูกคนนี้นี่" ไม่ลูกคนนี้ แล้วแม่มีลูกที่ไหนอีก
หลังจากวันนั้น ฉันก็ไม่ได้เจอตานั่นอีกเลย ดีแล้วล่ะ แล้วนี่ฉันจะไปคิดถึงเค้าอยู่ทำไม

กริ๊ง กริ๊ง นาฬิกาปลุกอีกแล้ว เห้ย(อีกแล้ว) วันนี้วันเปิดเทอมวันแรกนี่นา แย่แล้ววันแรกก็สายเลย
ณ โรงเรียนP-Hi school
กว้างจังเลย แล้วเพื่อนๆฉันอยู่ไหนกันหมด อุ๊ย ตกใจหมดมีมือปริศนามาแตะไหล่ฉัน ใครกัน
"ฮาย" อ้าวอัน นี่เธอมาสายกว่าฉันอีกเหรอเนี่ย
"อืม ดี"

Class 4/1
"สวัสดีจ้ะนักเรียน วันนี้เรามีสมาชิกใหม่ 2 คนมาจากฝรั่งเศส" 

ซุบซิบ ซุบซิบ 'ว้าว เจ๋งไปเลย' 'แล้วฉันจะคุยกับเค้ารู้เรื่องไหมเนี่ย' 'ผู้หญิงหรือผู้ชายล่ะ' ฯลฯ
"เนม อัน เชิญจ้ะ" 'แกๆน่ารักอ่ะ' 'คนแรกน่ารักว่ะ' 
"สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเนม เป็นลูกครึ่งไทย ฝรั่งเศสค่ะ" อะไรกันนี่ ไม่ฟังฉันเลยเหรอ
"นักเรียน เงียบ" โอ้ สุดยอด เงียบเกินไปละ
"สวัสดีค่ะ ฉันชื่อ อันอัน เป็นคนไทยค่ะ"
"เอาล่ะ พวกเธอมาจากโรงเรียนUniversity of Strasbourg  ไปนั่งตรงโน้นได้จ้ะ" เธอชี้ไปที่โต๊ะหน้าสุด ริมหน้าต่าง 
"นี่ ฉันขอนั่งริมหน้าต่างดิ" ฮึ ยัยนี่นิ เรื่องมากจริง แล้วนี่ทุกคนเป็นไร หน้าฉันมีอะไรติดเหรอ มองทำไม ฉันอายเป็นนะโว๊ย
"นี่เธอ หน้าฉันมีอะไรติดป่ะ"
"ไม่นี่ ทำไมเหรอ"
"ป่าว รู้สึกแปลกๆ"
ติ๊งต่อง เสียงอารายยยย
"เอาล่ะ นักเรียนไปกินข้าวได้จ้ะ"
'ขอบคุณค่ะ'
"นี่ยัยฟิน ! " เอ๊ะ อะไร ฉันยังไม่ได้บอกใครนะ ว่าฉันมีฉายาว่า
"ฟิน ฉันเอง จำไม่ได้เหรอ" อ้าวพรีม ลืมไปเลย ขอโทษๆ
"อ้าว"

โรงอาหารที่นี่หรูจังเลย มีร้านเยอะแยะเต็มไปหมด  กรี๊ด กรี๊ด โอ๊ยแสบหู ดารามาหรือไงเนี่ย
"อ้าว เธอ" เสียงผู้ชายมาตะโกนอยู่ข้างหลัง หาา นี่เขาอีกแล้วเหรอ ฉันไปทำอะไรให้เนี่ย
"นี่คุณอีกแล้วเหรอ มาได้ไง"
"ผมหรอกต้องถามคุณอ่ะ"
"ทำไมฉันจะมาไม่ได้ ไม่ใช่โรงเรียนของคุณซักหน่อยนิ"
"แล้ว...ถ้าบอกว่าใช่ล่ะ" ไม่เชื่อ รีบไปดีกว่า

นี่มันไม่จริงใ่ช่ไหม ฉันคิดทบทวนเรื่องราวทั้งหมดที่เจอเขา อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น TT



วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

บทนำ

ฟิน ฟินาเล่

"คุณพ่อ คุณแม่คะ" ฉันตะโกนเรียก ทันทีที่ฉันก้าวลงจากบันไดเลื่อนของสนามบิน 
"เนม !" เสียงที่คุ้นเคยของผู้หญิงวัยกลางคนเรียกชื่อฉันด้วยความดีใจ ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น
เธอเข้ามาสวมกอดฉันอย่างอบอุ่น พร้อมผู้ชายอีกหนึ่งคน
"เป็นอย่างไรบ้างลูก" 
"สบายดีค่ะ แล้วคุณพ่อกับคุณแม่ล่ะคะ" (คุณรู้แล้วใช่มั้ย ว่าเป็นพ่อและแม่ของฉันเอง ^^)
"ดีจ้ะ" ตอบพร้อมกันเชียวนะ
"เรากลับบ้านกันเถอะ" พ่อเอ่ยปากชวนทันที
  ณ คฤหาสถ์หรู
เด็กหนุ่มวัย 18 ปี กำลังนั่งดูทีวีอย่างเบื่อหน่าย
"คุณหนูคะ รับเครื่องดื่มเพิ่มไหมคะ" เสียงแหบห้าวจากคนรับใช้เก่าแก่ที่ทำงานรับใช้ที่นี่มานับสิบปี
"ไม่ล่ะ ขอบใจ เอ้อบอกคนขับรถด้วย อีก 10 นาที ฉันจะไปดูโรงพยาบาลหน่อย" เสียงแผ่วเบาที่เล็ดลอดจากปากเรียวบางสวยของเด็กหนุ่ม

"สวัสดีค่ะคุณหนู" ป้าชื่น หัวหน้าแม่บ้านกล่าวทักทายฉัน

"สวัสดีค่ะป้าชื่น" ฉันพูด ขณะที่สายตาฉันกำลังมองหาอะไรบางอย่าง
"เอ่อ... ป้าคะ แล้ววันนี้น้องพัฟไม่มาเหรอคะ" น้องพัฟคือลูกพี่ลูกน้องของพรีม เพื่อนสนิทฉัน ปกติแล้วฉันกลับมาบ้านทีไร น้องเค้าก็จะมากอดฉันทุกครั้ง ยกเว้นวันนี้...
"อ๋อ น้องพัฟไม่สบายค่ะ นอนอยู่ที่โรงพยาบาล"
"น้องเป็นไรหรอคะ" ฉันรีบถามอย่างกังวลและเป็นห่วงมาก
"ไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ คุณหมอบอกว่าพรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้วค่ะ"
"งั้นเอารถฉันมาให้หน่อย ฉันจะไปเยี่ยมน้องพัฟหน่อย"
"ค่ะ" ฉันไม่ฟังคำตอบ รีบขึ้นห้องเปลี่ยนชุดทันที

ตึก..ตึก นี่ฉันจะวิ่งทำไมเนี่ย !

ก๊อกๆ เฮ้อ..ถึงซักที
"หวัดดีจ้ะ น้อง.." เอ๊ะ นะ..นี่มันไม่ใช่น้องพัฟนี่นา แถมยังเป็นคนแก่อีกซะด้วย
"ขอโทษค่ะ" อะไรกันนี่ ฉันบ้าไปแล้วหรอเนี่ยยย
ฉันเดินมาที่ห้องถัดมา หวังว่านี่คงถูกนะ ก๊อก ก๊อก มะ..ไม่ทันแล้ว ผิดก็ไม่ทันแล้ว
"อ่า หวัดดีค่ะ" ใช่ ใช่น้องพัฟจริงๆด้วย
"พี่เนม!" เสียงเด็กน้อย ที่นอนทำหน้าดีใจเมื่อได้เจอฉัน หน้าตาแกยังสดใสอยู่เลย ไม่เห็นจะมีอะไรผิดปกติเลยนี่นา
"น้องพัฟเป็นไงบ้างคะเนี่ย"
"หนูไม่เป็นไรสักหน่อย แต่คุณแม่ให้มานอนเฉยเลย ฮึ" แน่ะ อวดดีซะด้วย 
"ถ้าไม่เป็นไรแล้วทำไมถึงมานอนที่นี่ล่ะคะ ^^ " วันนี้ต้องพูดดีๆหน่อย เดี๋ยวคนไข้งอน
" ^^ " 

"อ้าว ฟิน มาได้ไงเนี่ย"ผู้มาใหม่ที่กำลังเปิดประตูเข้ามาถาม

"เหาะมามั้ง" ฉันประชด
"เออ จริงด้วย แกนั่งเครื่องบินมานิ" อุ๊ย ตายแล้ว ฉันลืมนึกไปเลย
"งั้นเราไปกินขนมข้างนอกกันดีกว่า" เออ น่าจะชวนตั้งนานแล้วนะ
"พัฟ พี่ขอเอาพี่ฟิน เอ๊ยเนมไปกินหนมหน่อยนะ" เงียบ~ ต้องเงียบสิ เพราะน้องพัฟเค้าหลับไปตั้งนานแล้ว

"แกเป็นไงบ้างอ่า" พรีมเพื่อนสนิทของฉันถาม

"ก็ดีนี่" ฉันพูดขณะที่ เอาขนมเข้าปากอย่างอร่อย นานแล้วนะที่ฉันไม่ได้กินขนมในบรรยากาศแบบนี้
"เฮ้ย แย่แล้ว ฉันว่าเรารีบขึ้นไปข้างบนดีกว่า" พรีมบอกฉันด้วยความตกใจ
"ทะ ทำไมหรอ" ฉันมันโง่จริงๆเลย ก็เห็นๆอยู่ว่าเด็กกำลังตีกัน ฝ่ายหนึ่งสงสัยจะมีปืนมาด้วยเห็นมันเอามือเข้าไปในเสื้อ ฝ่ายตรงข้ามซึ่งถือเหล็กแท่งอยู่ นี่ถ้าตีเบาๆก็คงไม่ตาย ก็เหมือนตายแหล่ะนะ
"นี่ ไปกันเถอะ เดี๋ยวโดนลูกหลง" ยัยพรีมคว้าแขนฉันแล้วรีบวิ่งทันที
แหมะ ~ ทำไมโรงพยาบาลนี่มันไกลจัง เมื่อไรจะถึงเนี่ย สงสัยจะเริ่มตีกันแล้ว
ตุ้บ ตับ เคล้ง โอ๊ย ปัง ปัง อ๊าาาาา อึ๋ย น่ากลัว
"เร็วๆเข้า เดี๋ยวก็โดนจนได้หรอก" พรีมเตือนสติฉัน ขณะที่ฉันกำลังจะหันกลับไปวิ่งต่อ
ปัง! เสียงหนึ่งเสียง เหมือจะปะทะร่างกายของฉัน ตอนนี้ฉันไม่รู้สึกอะไรเลย ชา ปวดๆแล้วรู้สึกเหมือนกับว่าจะไม่มีแรงยืนแล้วด้วย
"ฟิน! ฟิน! ใจแข็งไว้นะ" แข็งใจโว๊ย
"ช่วยด้วย ช่วยด้วยมีคนโดนยิง ฟิน แกเป็นไงบ้าง" สบายดีมั้ง เพื่อนรัก
ตึก ตึก เสียงฝีเท้าประมาณซัก 5-6 คนกำลังวิ่ง กันอย่างพร้อมเพรียง รอบๆตัวฉันมีคนใส่ชุดสีขาวๆอยู่ 2-3 คน เค้าเป็นใครฉันไม่รู้ ภาพที่ฉันเห็นมันมัวๆ เบลอๆ ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย หูฉันเหมือนไม่ทำงาน สักพักฉันก็..................

"เนม เนม นี่เนมเป็นอะไร ปลอดภัยหรือยัง" คุณหญิงเพชรรินทร์กึ่งเดินกึ่งวิ่ง พูดเสียงเครือๆทั้งน้ำตา

"โดนยิงน่ะค่ะ ตอนนี้หมอกำลังช่วยอยู่ค่ะ" พรีมอธิบาย
"พวกมันเป็นใคร" ท่านฮันเดย์ถามอย่างโกรธเคือง และจะเอาเรื่องให้ได้
"ใจเย็นๆก่อนนะค่ะ"  คุณหมอยังสาวสวย เพิ่งจบมาใหม่เดินออกมาทันเวลาพอดี
"คุณหมอคะ ลูกดิฉัน เป็นอย่างไรบ้างคะ"ผู้เป้นแม่กล่าวถามทันที โดยไม่ห่วงว่าตอนนี้สามีของเธอ ไปยังไหนแล้ว
"คือ ตอนนี้คนไข้เสียเลือดมาก ตอนนี้เลือดที่บริจาคไม่มีเลือดกรุ๊ปโอค่ะ ไม่ทราบว่ามีใครเลือดกรุ๊ปโอมั้ยคะ" ทุกคนแทบอึ้งเพราะไม่มีใครในนี้มีสายเลือดกรุ๊ปโอเลย แม้แต่พ่อแม่ของเธอเองที่เป็นเลือดกรุ๊ปเอทั้งสองท่าน
"มีอะไรกันเหรอครับ" เสียงเด็กหนุ่มที่มาใหม่ถาม ทุกคน แม้แต่ผู้ป่วยสาวๆ ที่รอคิวหมอตรวจนับสิบๆคนหันมามองเขาเหมือนดาราคนดัง
"นี่เทวดาจากชั้นไหนคะเนี่ย หล่ออ่ะ" ไม่ทันไรแม่สาวเสือพรีมออกลายเสียแล้ว ตอบไม่ตรงคำถามนะ
"เอ่อ พอดีว่าลูกของดิฉันเสียเลือดเยอะน่ะค่ะ แต่ไม่มีใครเลือดกรุ๊ปเดียวกันเลยเลย" คุณหญิงอธิบายอย่างเศร้าๆ
"หมอครับ ผมขอบริจาคเลือดให้เค้าครับ" ยังไม่ทันขอเลย
"มันจะดีเหรอคะ คุณพีค เราต้องการเลือดกรุ๊ปโอค่ะ"
"ผมเลือดกรุ๊ปโอ"
"เอ่อ คือว่า...."
"ถ้าไม่ให้ผมบริจาค ผมจะทำเรื่องไล่คุณออก" เอ๊ะเค้าเป้นใคร ใหญ่มาจากไหน ทำไมเค้าถึงมีอำนาจเยอะขนาดนั้น
"งั้น เชิญค่ะ" รีบเชิญทันทีเลยนะคะคุณหมอ (คนเขียนมีแซว)
ทุกคนต่างตะลึงกับประโยคสุดท้ายที่เขาพูด 'ถ้าไม่ให้ผมบริจาค ผมจะทำเรื่องไล่คุณออก'








น้องสาวเพื่อนนางเอก พรีม


ชื่อ พัฟ รลิดา
อายุ 7 ปี
กรุ๊ปเลือด B 
เกิดวันที่ 15 กันยายน

แนะนำตัวร้ายชาย


ชื่อ พัฒน์ นครา
อายุ 21 ปี
กรุ๊ปเลือด B

แนะนำเพื่อนตัวร้ายหญิง


ชื่อ บันนี่
อายุ 20 ปี


   
  ชื่อ ซิน
   อายุ 19 ปี